หนี้สหรัฐฯ 22 ล้านล้านดอลลาร์ชี้ให้เห็นข้อได้เปรียบของบิทคอยน์

  • February 17, 2019
Back To Homepage

หนี้สหรัฐฯ 22 ล้

านล้านดอลลาร์ชี้ให้เห็นข้อได้เปรียบของบิทคอยน์

จากการเปิดเผยข้อมูลว่าหนี้ของสหรัฐฯอยู่ที่ 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ พลเมืองในสหรัฐฯต่างตกใจกับตัวเลขที่ปรากฎขึ้น หลายฝ่ายต่างพยายามนำเสนอวิธีการปรับลดตัวเลขหนี้ให้น้อยลง

ตัวเลขหนี้ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าระบบการเงินที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ (เงินประเภทธนบัตรและเหรียญ) มีความเปราะบางมากแค่ไหน หากคุณต้องการที่มาของตัวเลขแบบเรียลไทม์ (real time) คุณสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.usdebtclock.org/. บนเว็บไซด์จะแสดงให้เห็นถึงปัจจัยของระบบที่ไม่สามารถควบคุมได้

และนี่เป็นเหตุผลที่รองรับว่า…เพราะเหตุใดบิทคอยน์จึงมีความหมายอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ บิทคอยน์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จำกัดและมีนโยบายต่อต้านอัตราเงินเฟ้อกำลังรอต่อคิวเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ทางการเงินอยู่

หนี้สหรัฐฯไต่ขึ้นระดับ 1 พันล้านล้านเหรียญดอลลาร์ในหนึ่งปี

หนี้ของชาติกระโดดขึ้นมาอยู่ 30 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อรวมแล้ว สหรัฐฯสร้างหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนที่แล้ว

หนี้เริ่มก่อตัวสูงขึ้นตั้งแต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์นำแผนปรับลดภาษี 1.5 พันล้านดอลลาร์เข้ามาเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเราควรจะชี้นำไปในทิศทางที่อดีตประธานาธิบดีโอบามาเป็นผู้กระทำผิดขั้นร้ายแรงกว่า เนื่องจากหนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

 

อย่างไรก็ตาม หนี้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของประธานาธิบดีคนไหนทั้งสิ้น แต่กลับเป็นความผิดของระบบเศรษฐกิจที่ค่อยๆพังอย่างช้าๆลงไปต่อหน้าต่อตาเรา

 

ถึงแม้ว่าหลายคนจะยังเชื่อว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตไปด้วยดี แต่สถานการณ์นี้คงไม่ต่างอะไรกับภาพรถชนในแบบสโลว์โมชั่น (slow-motion) อ้างอิงจากคำอธิบายของ Jared Bernstein ที่ปรึกษาและวิจัยระดับอาวุโสของ the Center on Budget and Policy Priorities

“แม้ว่าคุณจะคิดว่าหนี้สาธารณะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่คุณต้องยอมรับคือเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลง รัฐบาลแทบจะไม่เลือกใช้วิธีการที่คนทั่วไปสังเกตได้”

นี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดบิทคอยน์จึงมีความสำคัญอย่างมาก

เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นในครั้งต่อไป (ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน) สหรัฐฯจะยิ่งพบว่าการชำระหนี้คืนลำบากขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะไม่มีการรองรับหรือสนับสนุนสถาบันอย่างที่เคยทำในช่วงวิกฤตการณ์ปี 2008 แต่จะเกิดการกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเพิ่ม

ผลที่ตามมาคือ การตัดสินใจดังกล่าวจะเข้ามาทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและทำให้มูลค่าของเงินที่อยู่ลดลง ภาวะที่แย่สุดที่จะเกิดขึ้นคือ สหรัฐฯอาจเดินไปสู่ภาวะอัตราเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) แบบที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา

บิทคอยน์เป็นระบบการเงินทางเลือก เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อย่างเช่น เงินดอลลาร์

สิ่งที่ทำให้เงินบิทคอยน์ต่างจากเงินที่ใช้อยู่ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือบิทคอยน์เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ดังนั้น ธนาคารกลางจะไม่สามารถสั่งพิมพ์ได้ตามใจชอบ และนโยบายการเงินของบิทคอยน์ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง

เมื่อฟองสบู่หนี้แตก ผู้คนก็จะหันมาใช้สกุลเงินทางเลือก

CEO ของ ShapeShift (Erik Vorhees) คาดการณ์ไว้ว่าหนี้ของชาติจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และจะนำมาสู่ยุคเฟื่องฟูของคริปโตในที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *